"admin"

สเตตัสการพูดลอยๆ ในโซเชียล “Vaguebook” ทำไมเราไม่พูดกันตรงๆ

Vaguebook คือ การจงใจพูดลอยๆ กำกวม ไม่เจาะจงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ทำให้คนส่วนใหญ่ที่อ่านต้องถามต่อว่าเกิดอะไรขึ้น เช่น “ขอพลังบวกหน่อย” “ไม่เข้าใจเลยทำไมทำแบบนี้” “เศร้าจัง” “ไม่เอาอีกแล้ว” “ตั้งตารอพรุ่งนี้” อ่านแล้วจะเกิดเครื่องหมายคำถามในหัวเต็มไปหมด ????? ว่าสรุปเกิดอะไรขึ้น ?! เมื่อคนอ่านไม่รู้ว่าสเตตัสกำลังพูดถึงเรื่องอะไร ทำให้คาดเดาอารมณ์คนเขียนไม่ถูก เศร้า เสียใจ ดีใจ แค่ไหน ปัญหาที่ระบายเป็นปัญหาใหญ่แค่ไหน หรือแค่พูดเล่นๆ ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่ Vaguebook ถือเป็นการเรียกร้องความสนใจอย่างหนึ่ง  คล้ายๆ กับบทความแบบ Clickbait ในสื่อต่างๆ สมัยนี้ที่นิยมพาดหัวข่าวเวอร์ๆให้คนสนใจกดเข้าไปอ่านต่อ  เช่น “คุณจะต้องทึ่ง” “และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น” เช่นกัน Vaguebook เปรียบเสมือน Clickbait ในสเตตัสส่วนตัวที่กระตุ้นให้เพื่อนเข้ามาคอมเมนต์ ถามต่อว่าเป็นอะไรไหม เกิดอะไรขึ้น การเรียกร้องความสนใจในอินเทอร์เน็ต ทั้ง Vaguebook และ Clickbait ตามสื่อ เกิดกระแสต่อต้านทั้งคู่ เพราะพาดหัวข่าวเกินจริงของหลายสำนัก เป็นการเล่าเกินจริง ทำให้คนอ่านรู้สึกไม่ดี ส่วน Vaguebook นั้นก็มีกระแสไม่พอใจในหมู่คนเล่นโซเชียลทั่วโลกเพราะคนมักรู้สึกว่าเพื่อนเรียกร้องความสนใจเกินไป บางคนถึงกับตั้งแง่ไปเลยว่า […]

อ่านข่าวยังไงไม่ให้เครียด

โรคระบาด ไฟป่า เศรษฐกิจไม่ดี กราดยิงในห้าง แค่ต้นปีข่าวที่เสพก็แทบทำกุมขมับ… อยากจะลบโซเชียลมีเดีย ไม่ตามข่าวใดๆ ก็กลัวตามโลกไม่ทัน ความจริงแล้วการเสพสื่อก็คล้ายการเลือกทานอาหาร อาหารไม่มีประโยชน์และข่าวดราม่ามักอร่อย ยิ่งเสพยิ่งเพลิน แต่จะมีวิธีเสพข่าวยังไงให้ไม่เหนื่อยใจเกินไป วันนี้มีเคล็ดลับดีๆมาแชร์กันค่ะ 3 Tips When Toxic Topic is On the Table 1. Eat Clean : Don’t Consume Drama Like a Buffet แม้เนื้อหาข่าวเหมือนกัน แต่สื่อบางสื่ออาจใช้วิธีเขียนข่าว แบบปลุกปั่น ยั่วยุ หรือ นำเสนอ Fake News ข่าวปลอมที่ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดกว่าเดิม การตามอ่านข่าวร้ายมากมายจากคอมเมนต์หรือความเห็นจากสเตตัสของเพื่อน อาจดูเหมือนว่าเราทันเหตุการณ์แบบ Real Time ตลอดเวลา แต่การเลือกอ่านสรุปข่าวจากสื่อที่มีคุณภาพ จะทำให้จิตตกน้อยกว่าและมั่นใจได้มากกว่าว่าเป็นข่าวที่น่าเชื่อถือ 2. Eat Healthy : Find Sunny-Side Up […]

รู้ทันอารมณ์ตัวเองด้วย Mood Track

ทำไมเราควรบันทึกอารมณ์ตัวเอง ? แค่จดไดอารี่ว่าแต่ละวันเจออะไรบ้างยังไม่พอเหรอ ? ในโลกของ Big Data ยุคที่ข้อมูลส่วนบุคคลแทบทุกอย่างมีความสำคัญ ไม่เว้นแม้กระทั่งข้อมูลเล็กน้อยอย่างอารมณ์ของเราเอง มาดูกันค่ะว่า อารมณ์ในแต่ละวัน ช่วยให้เราเข้าใจตัวเองได้มากขึ้นอย่างไรบ้าง เพื่อนคนหนึ่งชื่อ คุณภูมิใจ เป็นนักออกแบบ ภูมิใจให้คะแนนอารมณ์ตัวเองตั้งแต่ 1-5 บันทึกไว้ใน Excel แล้วทำกราฟอารมณ์ในช่วงหลายเดือนออกมา สิ่งที่ภูมิใจค้นพบ คือ การบันทึกอารมณ์ช่วยทำให้เห็นสภาพอารมณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆมากขึ้น ซึ่งไม่ได้แย่อย่างที่คิด แม้มีหลายวันที่รู้สึกหม่นมาก แต่พอถอยออกมาดูภาพรวม ‘ชีวิตก็ยังแฮปปี้ดีอยู่’ มีเว็บไซต์หนึ่งที่มีโครงการชื่อ 100 days happy in a row โครงการนี้ท้าให้เรามีอารมณ์ยิ้มแย้มแจ่มใสติดกันครบ 100 วันให้ได้  แต่หลังจากเราได้บันทึกอารมณ์มาช่วงหนึ่งแล้ว ก็ค้นพบว่า ตัวเองมักจะมีวันที่หงุดหงิดเล็กน้อยแทรกเข้ามา 1-2 วันบ้าง 3-4 วันบ้างเสมอในแต่ละเดือน ยิ่งบันทึกไปเรื่อยๆหลายเดือนก็ยิ่งพบว่า แทบไม่มีทางเลยที่จะไม่หงุดหงิดอะไรเลยติดกัน 100 วัน แต่โดยรวม ก็ไม่ได้เศร้าโศก เป็นทุกข์หนักอะไรและ ‘ชีวิตก็ยังแฮปปี้ดีอยู่’ เช่นกัน ทั้งนี้ไม่ได้บอกว่าการพยายามมีอารมณ์ดีทุกวันเป็นเรื่องฝืนตัวเองเกินไป ขึ้นอยู่กับนิสัยและไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน เพียงแต่เราอาจไม่จำเป็นต้องฝืนตัวเองให้มีอารมณ์ดีทั้ง […]

เน็ตบ้านแรงเต็มสปีด กระจายทั่วบ้าน!

แก้ปัญหาเน็ตบ้านช้า ไม่กระจายทั่วบ้านด้วย Super MESH Wi-Fi ตัวช่วยกระจายสัญญาณ ไม่ว่าจะบ้านสองชั้น กำแพงหนา อยู่จุดไหนของบ้านก็ใช้เน็ตแรง ๆ ได้

สรุปงานเปิดตัว Samsung Galaxy S20 + Galaxy Z Flip (จอพับได้) จับเครื่องจริงก่อนใคร!

จบงาน Samsung UNPACKED 2020 ไปแล้ว งานนี้ขนสมาร์ทโฟนเรือธงมาเปิดตัวเพียบ Galaxy S20 / Galaxy Z Flip จอพับได้ มีอะไรน่าสนใจบ้าง ราคาเท่าไร สรุปให้ดูค่า

Deepfakes จากวิดีโอขำขัน สู่ภัยคุกคามระดับโลก

การพยายามสร้างผลงานที่การลอกเลียนแบบตัวตนของบุคคล เราคงเคยเห็นผ่านตามาบ้างตามงานศิลปะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพเหมือนของจิตรกร การปั้นดินเหนียวรูปมนุษย์ หรือแม้แต่ผลงานหุ่นขี้ผึ้งของมาดามทุสโซ โดยการสร้างดังกล่าวเป็นเพียงการจำลองความเหมือนของรูปลักษณ์ภายนอกให้อยู่ในกรอบที่จำกัด ไม่ได้แสดงท่าทางเคลื่อนไหว รวมไปถึงการพูดเพื่อให้เกิดการปฎิสัมพันธ์ใดใด จึงเป็นเรื่องง่ายที่มนุษย์อย่างเราจะสามารถแยกแยะได้ว่าอันไหนจริง อันไหนจำลองขึ้น ผิดกับ Deepfakes ที่ไม่เพียงสร้างความเข้าใจผิดในเรื่องของรูปลักษณ์ แต่ยังส่งผลกระทบไปถึงการบิดเบือนข้อมูลจนนำไปสู่ความโกลาหล อีกทั้งตัวมนุษย์เองยังต้องใช้ระยะเวลาที่นานพอสมควรกว่าจะรับรู้ได้ว่านี่ไม่ใช่ตัวจริง ข้อมูลที่สื่อสารอยู่ก็ไม่ใช่เรื่องจริง แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถแยกแยะสิ่งเหล่านี้ได้อย่างเด็ดขาด กว่าจะรู้ตัวผลกระทบที่เกิดขึ้นก็อาจจะบานปลายเกินควบคุม วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเจ้า Deepfakes ว่าคืออะไร จุดเริ่มต้นการใช้เทคโนโลยีนี้มาจากไหน ทำไมเทคโนโลยีนี้ที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงเรื่องขำขัน กลับสามารถสร้างแรงกดดันถึงขั้น Google , Twitter Facebook รวมถึงองค์กรเจ้าใหญ่อื่นๆ ต้องลงมาจัดการควบคุมเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เราจะมาหาคำตอบกันในบทความนี้ จุดกำเนิด Deepfakes  คำว่า Deepfakes นั้นถูกนำมาใช้จำกัดความให้กับวิดีโอที่ถูกปลอมขึ้นมาโดยใช้เทคโนโลยี A.I. ซึ่งคำจำกัดความนี้เกิดจากการผสานรวมกันสองคำระหว่างคำว่า “Deep” ซึ่งหมายถึง “Deep Learning” หนึ่งในรูปแบบการทำงานของ A.I. ที่ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบันเพื่อใช้ในการแยกแยะข้อมูลที่ซับซ้อนให้แม่นยำขึ้นกว่าวิธีการปกติ เช่น การแยกแยะภาพนิ่งตามอัตลักษณ์ , การแยกแยะบุคคลในวิดีโอ , การจำแนกเสียงของตัวบุคคล , การวิเคราะห์โรคทางการแพทย์ต่าง ๆ  ฯลฯ […]

Boston Dynamics กับความเป็นมนุษย์ที่อาจจะถูกวัดในอนาคต

นับเป็นเวลาหลายทศวรรษที่เทคโนโลยีหุ่นยนต์พยายามเข้ามามีบทบาทและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเรา โดยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ทั้งตัวระบบการประมวลผล และฟังก์ชันการทำงาน เรียกได้ว่าเตรียมขึ้นเป็นแรงงานที่มีศักยภาพได้เทียบเท่ามนุษย์ เช่น การคำนวณเชิงตรรกะ การเลียนแบบพฤติกรรมพื้นฐานของมนุษย์ อย่างการเดิน วิ่ง ล้มแล้วลุกด้วยตัวเอง ยกของ เป็นต้น ซึ่งฟังก์ชันพฤติกรรมที่เหมือนมนุษย์เหล่านั้นจะถูกประยุกต์ให้ทดแทนการทำงานของมนุษย์อย่างการขนของ หรือการกู้ภัยในพื้นที่ที่เสี่ยงอันตราย เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับมนุษย์เองและเสริมสร้างเรื่องของประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งปัจจุบันหุ่นยนต์ที่มีฟังก์ชันที่กล่าวถูกพัฒนาขึ้นแล้วโดยบริษัท Boston Dynamics ผู้เชียวชาญด้านการพัฒนาหุ่นยนต์ผนวกเข้ากับเทคโนโลยีสมองกลอัจฉริยะอย่าง A.I. เพื่อช่วยในการก้าวข้ามขีดจำกัดการทำงานในอดีตให้สูงขึ้น ชื่อของ Boston Dynamics ถูกพูดถึงกันอย่างหนาหูในช่วงไม่กี่ปีมานี้ จากคลิปวิดีโอผลงานที่ทางบริษัทได้ปล่อยออกมาเอง ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์รูปร่างคล้ายมนุษย์ Atlas ที่โชว์ความสามารถในการวิ่ง กระโดดและตีลังกาหลังได้ ซึ่งทำได้ออกมาเกือบจะเป็นธรรมชาติอย่างมาก หรือหุ่นยนต์รูปร่างคล้ายสุนัข Spot ที่สร้างความตื่นเต้นคนที่พบเห็นกับความสามารถในการเปิดประตู ปอกเปลือกกล้วย ช่วยขนของ และสำรวจพื้นที่ คาดว่าในอนาคต เจ้าหุ่นยนต์เหล่านี้จะกลายเป็นผู้ช่วยของมนุษย์ได้อย่างดีเยียมในโลกของอุตสาหกรรมแรงงาน สิ่งที่เราจะมาชวนคุย ไม่ใช่เรื่องความน่ายินที่ Boston Dynamics เป็นคนทำ กลับเป็นอนาคตที่กำลังจะตามมากับการใช้ชีวิตของมนุษย์ร่วมกันกับหุ่นยนต์ว่ากำลังจะดำเนินไปในทิศทางไหน ความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดขึ้น เมื่อเราผนวกเอาอารยธรรม และองค์ความรู้ทุกอย่างลงไปในสมองกลและติดตั้งให้กับหุ่นยนต์เหล่านี้ เพื่อหวังจะให้มาคอยช่วยเหลือมนุษย์ หรืออาจจะได้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามแทนกันแน่ แต่ก่อนหน้าที่เราจะพูดถึงเรื่องนั้น เรามาทำความรู้จักบริษัทนี้กันพอสังเขปกันก่อนดีกว่า ว่ามีความเป็นมาอย่างไร และมีการพัฒนาอะไรมาบ้างก่อนจะมาถึงปัจจุบัน […]

AI จากจินตนาการบนแผ่นฟิล์มที่กำลังไล่ล่ามนุษย์

ลองจินตนาการดูกันนะครับ  วันหนึ่งเราอาจตื่นขึ้นมาแลัวพบว่ามนุษย์บางส่วนในโลกถูกทดแทนด้วยหุ่นยนต์   ไม่ว่าจะบนท้องถนน ในสำนักงานหรือในบ้านเราก็ตาม ก็คงจะมีคำถามว่าเราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร   เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเพราะทุกวันนี้คุณ ๆ ก็มีชีวิตร่วมกับหุ่นยนต์หรือ AI อยู่แล้วไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  วันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับที่มาที่ไปของ AI ในอีกแบบหนึ่ง เพื่อที่จะทำความเข้าใจและเตรียมรับมือกับเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนโลกในทุกวันนี้ ที่ไอน์สไตน์กล่าวไว้ว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” น่าจะใช้ได้กับทุกวงการจริง ๆ โดยเฉพาะในศิลปะภาพยนตร์เพราะประสบการณ์อันน่าตื่นตาตื่นใจในภาพยนตร์ในอดีต อันเกิดจากจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของผู้เขียนบทภาพยนตร์    สิ่งเหล่านั้นก็ได้กลายมาเป็นจริงในปัจจุบันและมีอิทธิพลและสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคนได้อย่างมหาศาล   ในปี 2469  ฟริทซ์ แลง  นักสร้างภาพยนตร์ชาวออสเตรียได้สร้างภาพยนตร์เรื่อง Metropolis ด้วยทุนมหาศาล Metropolis ได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพยนตร์วิทยาศาสตร์คลาสสิคที่ดีที่สุดตลอดกาล จุดเด่นของหนังเรื่องนี้คือการปรากฎตัวของหุ่นยนตร์สาว    ซึ่งเป็นเรื่องใหม่มากในสมัยนั้นและได้กลายเป็นต้นแบบของหนังหุ่นยนต์อีกหลายเรื่องในเวลาต่อมา นี่คือสิ่งที่เรารู้จักกันใน พ.ศ.นี้และเรียกกันว่า A.I. Artificial Intelligence หรือปัญญาประดิษฐ์ แล้วเราก็ได้เห็น AI ที่มีเนื้อหนังเป็นคนจริงๆ ในหนังของ สตีเวน สปีลเบิร์ก ที่มีชื่อเรื่องตรงๆ ว่า A.I. Artificial Intelligence ในปี 2544 […]