สรุปเทรนด์ Beauty Tech โฉมหน้าความงามดิจิทัลปี 2020

ปี 2019 ที่ผ่านมาถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนของวงการ Beauty Tech เลยก็ว่าได้  เมื่อเกิดการควบรวมและซื้อกิจการหลายเจ้า ไม่ว่าจะเป็นการที่ Unilever และ Shiseido ทุ่มซื้อแบรนด์เครื่องสำอางค์หน้าใหม่ที่เติบโตในอัตราที่รวดเร็วจนน่ากลัว หรือการที่ L’Oreal เข้าซื้อกิจการบริษัทเทคโนโลยี AR ที่ทำให้อีกหลายบริษัทเริ่มขยับตามในการเข้าซื้อกิจการเทคโนโลยี เป็นการพลิกโฉมอุตสากรรมความงามที่ต่อจากนี้ไปจะต้องขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี  เราจึงขอหยิบในส่วนของเทรนด์ Beauty Tech ที่จะเกิดในปี 2020 มาเล่าสู่กันฟัง 

  1. อุปกรณ์สกินแคร์จะฉลาดขึ้นมาก

    เทรนด์ในปีนี้อุปกรณ์ Smart Beauty เก่งขึ้นและฉลาดยิ่งขึ้นในการบำรุงรักษาและแก้ปัญหาสภาพผิวด้านต่างๆ โดยเฉพาะความไม่สมดุลด้านฮอร์โมนของผิว การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวัน

    กลางปีที่แล้ว Shiseido ญี่ปุ่นเปิดตัวบริการ ‘Optune’ ซึ่งเป็น IoT service (อุปกรณ์เซ็นเซอร์ที่ส่งข้อมูล และทำงานร่วมกับระบบคอมพิวเตอร์ AI) ที่จะช่วยออกแบบสูตรครีมบำรุงผิวให้เหมาะกับสภาพผิวในแต่ละวัน โดยทางชิเซโดจะจัดส่งเครื่องผสมครีมอัตโนมัติ พร้อมตลับครีมที่จะเป็นเบสในการผลิตครีมให้กับผู้ใช้ที่ลงทะเบียนจำนวน 5 ตลับ วิธีการใช้งานก็เพียงแค่เปิดแอปพลิเคชั่น และถ่ายรูปผิวหน้าของเราลงไป ซอฟต์แวร์จะวิเคราะห์สภาพผิวและประมวลผล สั่งให้เครื่องผสมครีมตามสูตรที่เหมาะสมกับวันนั้นๆ นอกจากข้อมูลสภาพผิวที่เราถ่ายรูปผ่านแอปฯ ไปแล้ว แอปฯ ยังนำข้อมูลอื่นๆ มาร่วมวิเคราะห์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพการนอน ข้อมูลการมีประจำเดือน รวมถึงสภาพอารมณ์ คำนวณออกมาเป็นสูตรครีมที่มีส่วนผสมที่ต่างกันถึง 80,000 สูตร เป็นการแก้ปัญหาหนักใจของสาวๆที่ไม่มีเวลา และไม่สามารถหาสูตรสกินแคร์ที่เหมาะสมให้กับตัวเองได้ การมีสูตรสกินแคร์ส่วนตัวที่ผสมครีมได้เองที่บ้านจึงเป็นอะไรที่ตอบโจทย์อย่างยิ่ง ถ้าโมเดล Optune นี้ประสบความสำเร็จในญี่ปุ่น พวกเราก็อาจมีโอกาสที่จะได้ใช้บริการนี้ที่ประเทศไทยด้วย

    Credit : www.cbinsights.com
  2. AI จะสนิทกับคุณผู้หญิงมากขึ้น

    L’oreal ได้เปิดตัว Perso อุปกรณ์ขนาดเล็กที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยเป็นเทคโนโลยีของ บริษัทลูกอย่าง Modiface ที่เชี่ยวชาญด้านแอปพลิเคชั่นลองใช้แบบเสมือนจริง (Virtual try-on) ในงาน CES 2020 งานจัดแสดงนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้บริโภคประจำปี เมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา

    โดยอุปกรณ์ชิ้นนี้สามารถผสมครีมบำรุงผิว ลิปสติก และครีมรองพื้นสำหรับผู้ใช้แต่ละคนโดยเฉพาะ ซึ่งระบบการทำงานจะเป็นการนำข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ดัชนีรังสียูวี มลภาวะ อุณหภูมิ ความชื้น มาวิเคราะห์ร่วมกับภาพถ่ายผิวของคุณ เพื่อผสมมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่เหมาะกับคุณแบบวันต่อวัน  ซึ่งจะแตกต่างกันตามสภาพผิวและสภาพอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน โดย L’oreal มีแผนจะเริ่มวางจำหน่ายภายในปี 2021

    Credit : www.allure.com

    ด้าน Oral-B ก็ได้เปิดตัว Oral-B iO  แปรงสีฟัน AI รุ่นใหม่ที่ใช้เวลาถึง 6 ปี ในการวิจัยจนเป็นผลสำเร็จ ซึ่ง Oral-B  ยืนยันว่ามันใช้งานได้สนุกกว่ารุ่นก่อน โดยตัวแปรงจะมีเซ็นเซอร์จับแรงกดว่าเราออกแรงมากไปหรือเปล่า  แปรงในจุดเดิมนานเกินไปไหม จากนั้นก็จะส่งข้อมูลทั้งหมดไปที่แอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน ซึ่งในแอปฯ จะมี AI ประมวลผลข้อมูลการแปรงฟันและบอกว่าเราควรต้องแปรงอย่างไร   ตรงไหนที่ยังแปรงไม่สะอาด รวมถึงจะมีแสงสีแดงกะพริบเตือนให้คุณรู้ว่ากดแรงเกินไป นอกจากนี้ เรายังสามารถ ดูตำแหน่งการแปรงได้แบบเรียลไทม์ เมื่อไหร่ที่ภาพฟันในแอปฯส่องแสงสีขาว หมายความว่าเราเเปรงตรงนั้นสะอาดหมดจดแล้ว โดย Oral-B iO จะวางตลาดให้ได้ใช้กันในเดือนสิงหาคมปีนี้

    Credit: www.allure.com

    ส่วน กระจกอัจฉริยะ หรือกระจกเสมือนจริง (Virtual Mirrors) ก็ยังคงเป็นกระแสร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง เพราะมันสามารถเยียวยาปัญหาหนักใจของผู้ซื้อสินค้าแฟชั่นและเครื่องสำอางได้เป็นอย่างดี โดยกระจกเสมือนจริงจะช่วยให้พวกเธอได้ลองใช้หรือสวมใส่สินค้าก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ

    Credit : www.emerj.com

    COTY บริษัทความงามจากสหรัฐอเมริกาเจ้าของแบรนด์ Covergirl ได้พัฒนาซอฟต์แวร์ชื่อว่า Magic Mirror ออกมา เพื่อให้ผู้ใช้สามารถทดลองใช้คอลเล็กชั่นลิปสติก Bourjois เสมือนจริงได้ เพียงหยิบลิปสติกขึ้นมาส่องบนกระจก สีลิปสติกนั้นก็จะปรากฏบนริมฝีปากทันที ถือเป็นการตอบโจทย์ได้อย่างตรงจุด เข้าถึงจิตใจของผู้หญิงที่อยากลองลิปสติกแต่สินค้าตัวอย่างหมด หรือไม่สามารถลองได้ รวมไปถึงคนที่ห่วงเรื่องความสะอาดในการลองลิปสติกร่วมกับคนอื่นๆอีกด้วย

    Credit : www.trendhunter.com
  3. ลองสวยผ่านแอป Virtual ‘try on’
    จะดีกว่าไหม ถ้าคุณสามารถลองเสื้อและเครื่องสำอางก่อนซื้อได้อย่างสะดวกสบายที่บ้านของคุณเอง! นี่คือสาเหตุที่ทำให้ Virtual  ‘try on’ หรือแอปฯ ‘ลองสวย’ ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง ไม่ว่าจะเป็นการลองแต่งหน้า ลองแบบแว่นตาใหม่ ๆ ลองใส่ต่างหู หรือแม้กระทั่งแหวนวงใหม่ บนมือถือคู่ใจ ที่จะเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจได้อย่างดี ก่อนทำการซื้อจริงแอปพลิเคชันนี้ ทำงานด้วยการวัดริมฝีปากและดวงตาของคุณ  รวมทั้งรูปหน้า โหนกแก้ม จมูก คาง เพื่อที่จะได้รู้ว่าต้องแต่งแต้มเครื่องสำอางไว้ที่ไหนให้ออกมาดูดีที่สุด   ส่วนแอปฯ ‘ลองสวย’แบบอื่นๆ ก็จะใช้หลักการทำงานลักษณะเดียวกันซึ่งแอปพลิเคชันเหล่านี้กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในหลายประเทศ สำหรับในบ้านเราก็มีแอปพลิเคชัน Sephora’s Virtual Artist  ให้ดาวน์โหลดและลงทะเบียนได้ โดยในแอปฯ คุณจะสามารถเลือกลองลิปสติกและอายแชโดว์ได้มากกว่า 1,000 เฉด รวมถึงการช่วยวิเคราะห์รูปหน้าและองค์ประกอบแล้วให้คำแนะนำในการแต่งหน้าด้วย

    Credit : www.sephora.co.th

     

  4. มาสก์หน้าใครหน้ามัน
    หมดปัญหากับแผ่นมาสก์ที่ไปไม่เคยถึงหน้าผาก คางเหลือ และปีกจมูกไม่เคยพอดีกับหน้าของเราสักที เพราะต่อไปนี้ เราจะมีมาสก์ที่เป็นของเราเองคนเดียวจริง ๆ ด้วยการผสานเทคนิคการพิมพ์ 3 มิติ (3D printing) และ เทคโนโลยีการจดจำใบหน้า (Face recognition) เข้ากับการวิเคราะห์ภาพด้วย AI ที่จะทำให้แบรนด์สกินแคร์ผลิตแผ่นมาสก์หน้าแบบเฉพาะบุคคลให้แก่ผู้บริโภคได้
    ในงาน CES 2020 Amorepacific เจ้าของแบรนด์ดังแห่งเกาหลีอย่าง Etude House, Mamonde Cosmetics, Innisfree, Laneige  ได้ร่วมมือกับ Lincsolution ผู้เชี่ยวชาญด้านการพิมพ์ 3 มิติ สร้างเครื่องพิมพ์สำหรับแผ่นมาสก์เฉพาะบุคคล โดยใช้ลิควิดเจลที่ผสมกับสารปกป้องเซลล์ผิวเซราไมด์และเซรั่มบำรุงผิวหน้าไฮยาลูโรนิค พิมพ์แผ่นมาสก์ที่พอดีกับใบหน้าของคุณอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด เริ่มจากแอปพลิเคชันจะจับรูปใบหน้าของคุณเพื่อให้ได้ขนาดมาสก์ที่พอดี    จากนั้นก็จะวิเคราะห์ผิวเพื่อค้นหาว่าส่วนผสมใดที่ผิวของคุณต้องการจริงๆ แล้วเครื่องพิมพ์จะสร้างแผ่นมาสก์หน้าที่มีส่วนผสมตามสูตรเฉพาะที่ผิวคุณต้องการ ซึ่งมาสก์ไฮเทคนี้มีแผนว่าจะให้บริการลูกค้าในกรุงโซลประเทศเกาหลีใต้ในช่วงปลายปีนี้

    Credit: www.allure.com
  5. ‘E-make-up’แต่งหน้าดิจิทัล

    E-make up คือเทรนด์การแต่งหน้าแบบ 3 มิติที่แปลกตา เพื่อทำให้ตัวตนดิจิทัลของคุณบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง  Snapchat และ Instagram ดูทันสมัยและมีชีวิตชีวามากขึ้น โดย E-make up Artist จะสร้างสรรค์ฟิลเตอร์ AR ให้คุณดาวน์โหลดลุคการแต่งหน้า  ถือเป็นของเล่นที่สนุกและเป็นกระแสที่น่าสนใจว่าจะถูกนำมาปรับใช้ในด้านธุรกิจอย่างไร

    อย่างศิลปินหญิงคนหนึ่งที่ใช้ชื่อออนไลน์ว่า Ines Alpha เธอได้สร้างสรรค์ผลงานด้วยการตกแต่งรูปภาพของศิลปิน นักดนตรี และนางแบบบน Instagram  และเปิดให้คนทั่วไปดาวน์โหลดฟิลเตอร์ของเธอไปใช้แต่งภาพได้ ทั้งใน Instagram และ Snapchat ทำให้การแต่งหน้าแบบดิจิทัลของเธอกลายเป็นไวรัลและได้รับความนิยมอย่างสูง  หลายคนกล่าวว่ามันเป็นการเล่นกับแนวคิดแฝดดิจิทัลออนไลน์ ที่คุณสามารถสนุกกับมันได้ด้วยการเปลี่ยนสี ซึ่งอาจเป็นในรูปแบบ 3มิติ หรือสีต่าง ๆที่ไม่สามารถทำได้ในชีวิตจริง

    เทรนด์อุตสาหกรรมความงามในปีนี้และปีต่อๆไปจะเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อชิงความได้เปรียบในตลาดเครื่องสำอางที่ยังร้อนแรง  แม้ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยก็ยังมีกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ เช่น กลุ่มผู้ชาย เพศทางเลือก กลุ่มคนมีอายุ ไปจนถึงกลุ่มมิลเลนเนียลและ Gen Z ซึ่งมีกำลังซื้อในระดับที่น่าสนใจ  เราจะมีโอกาสได้เห็นเทคโนโลยีที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลมากขึ้น และเทคโนโลยีจะเข้ามามีส่วนช่วยสร้างความเท่าเทียมในโลกแห่งความสวยงาม ให้ทุกคนสวยได้ในแบบของตัวเอง

แสดงความเห็น