5 สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงเมื่อ 5G เริ่มใช้จริง

หลายคนกำลังตื่นเต้นกับเทคโนโลยี 5G ที่กำลังใกล้เข้ามาทุกที ตอนนี้ประเทศจีนได้อนุมัติให้ 5G สามารถใช้ได้อย่างเป็นทางการแล้ว เหล่าเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน จะเกิดขึ้นในยุค 5G นี้ ด้วยอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงที่รับส่งข้อมูลไปกลับเพื่อประมวลผลได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไร้คนขับที่ทำงานได้สมบูรณ์แบบขึ้น, เทคโนโลยีการแพทย์และการเรียนรู้ที่ทันสมัยขึ้นล้ำขึ้น เป็นการเปิดโอกาสให้คนเข้าถึงสื่อบันเทิงที่คุณภาพสูงได้ง่าย และอีกมากมาย 

ใครยังไม่เคยรู้จัก 5G สามารถกดดูคลิปด้านล่างที่เฟื่องเคยอธิบายไว้แล้วได้เลยค่ะ นอกจากประโยชน์ข้างต้นที่กล่าวมาแล้ว มีเทคโนโลยีล้ำๆอะไรอีกบ้าง ที่รอเพียง 5G มาขับเคลื่อนเสมือนเป็นเส้นเลือดใหญ่ทำให้ทุกอย่างให้เกิดขึ้นได้จริง วันนี้เฟื่องมี “5 เทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นจริง! หากมี 5G มาเติมเต็ม” ให้เพื่อนๆได้อ่านกันค่ะ

1. รถยนต์ไร้คนขับ

รถยนต์ไร้คนขับนั้นได้รับการวิจัยและพัฒนามาอย่างต่อเนื่องโดยการร่วมมือระหว่างงผู้ผลิตรถยนต์และบริษัทไอทีชั้นนำ เริ่มมีการทดสอบจริงบนท้องถนนที่สหรัฐฯ แล้ว ทั้งรถแท็กซี่ที่ Uber นำออกมาทดลองให้บริการ และรถบรรทุกขนาดเล็กที่เริ่มทดลองใช้งานจริงที่แคลิฟอร์เนีย แต่ก็ยังไม่แพร่หลายเพราะผู้คนยังไม่มั่นใจว่ารถยนต์ไร้คนขับจะปลอดภัยจริงหรือเปล่า?

เพราะระบบ 4G ที่นำมาใช้งานเพื่อส่งข้อมูลไปกลับ Server ยังทำได้ไม่เร็วพอและเกิดความหน่วง (Latency) ที่มากเกินไปจนทำให้ระบบรถยนต์ไร้คนขับยังไม่พร้อมใช้งานเป็นวงกว้าง การประสานงานกันของ Computer Vision, Deep learning, Robotic และ Navigation จึงไม่ราบลื่นเท่าที่ควร

แต่เมื่อไหร่ที่ระบบ 5G เริ่มใช้งานแล้ว การประสานงานของระบบภายในรถยนต์ และส่งข้อมูลไปกลับ Server จะทำได้ราบลื่นยิ่งกว่าที่ผ่านมา อนาคตรถยนต์บนท้องถนนจะคุยกันเอง ประมวลผลเส้นทางการจราจรและเลือกเส้นทางที่ไวที่สุดเอง โดยไม่ต้องใช้มนุษย์คอยสั่งงานอีกต่อไป นอกจากจะเพิ่มความสะดวกไม่ต้องมานั่งควบคุมรถเองแล้ว ยังทำให้เราสามารถใช้เวลากับงานหรือสิ่งที่อยากทำได้มากขึ้นอีกด้วย

2. การแพทย์ที่ก้าวหน้ากับการผ่าตัดระยะไกล

ก่อนหน้านี้ เมื่อเราป่วยแล้วอาจต้องผ่าตัดกับแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง แต่บางครั้งก็ติดที่แพทย์นั้นอยู่ไกลเหลือเกิน ทำให้ผู้ป่วยไม่มีโอกาสเดินทางไปรักษาได้

เมื่อมี 5G เข้ามา จะช่วยทำให้การแพทย์ก้าวหน้าและเพิ่มอัตราการได้รับการรักษามากขึ้น ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องย้ายโรงพยาบาลเพื่อไปหาแพทย์ที่อยู่ไกลแล้ว อยู่โรงพยาบาลเดิม แต่สามารถได้รับการผ่าตัดจากแพทย์ผู้ชำนาญได้ผ่านเครื่องช่วยผ่าตัด โดยมีหมอเป็นผู้ควบคุมเครื่องนี้จากระยะไกล ซึ่ง 5G จะเป็นสื่อกลางที่ซิงค์เครื่องมือของทั้งสองฝั่งให้ทำงานได้อย่างราบรื่น 

เคสที่เกิดขึ้นจริง คือ การผ่าตัดในจีนที่แพทย์ผ่าตัดผู้ป่วยที่อยู่ในโรงพยาบาลที่ห่างออกไปกว่า 3,000 กิโลเมตรการผ่าตัดเป็นไปอย่างราบรื่นด้วยการแสดงภาพที่รวดเร็ว และเครื่องมือที่ตอบสนองได้ดีเหมือนใช้แขนของแพทย์เอง ในยุคที่ใช้เพียง 4G อาจจะทำเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะความแรงของอินเตอร์เน็ตไม่พอ ทำให้เกิดความหน่วง อาจเกิดความผิดพลาดได้ง่าย และเกิดความหน่วง

3. การเรียนการสอนทำได้ง่ายกว่าเดิม

การได้ลองจับของจริงหรือไปอยู่ในสถานที่จริง นอกจากจะเรียนได้สนุกขึ้น ยังทำให้จดจำเนื้อหาได้มากขึ้นกว่าเดิมด้วย จากเดิมที่ต้องเดินทางเอาตัวเองไปอยู่สถานที่ต่างๆ ต้องเตรียมอุปกรณ์มากมายสำหรับการทดลองหนึ่งครั้ง บ้างเป็นสารอันตรายก็ต้องระวังเป็นพิเศษ บ้างก็อันตรายเกินกว่าจะทดลองจริง แต่เมื่อไหร่ที่ 5G มาถึงแล้ว ห้องเรียนของเราจะถูกปฏิวัติด้วยการนำเทคโนโลยี Mixed Reality เข้ามาช่วยให้เนื้อหาที่เรียนสนุกขึ้นหลายเท่าเลยค่ะ

ตัวอย่างเช่น การเรียนทางไกลในออสเตรเลียที่นำ Mixed Reality มาทดลองใช้แล้ว การเรียนออนไลน์ไม่ได้น่าเบื่อและต้องเรียนคนเดียวจากเทปที่ผู้สอนได้อัดทิ้งไว้เหมือนแต่ก่อน แต่เป็นการเรียนสดผผ่านออนไลน์ ที่ทั้งครูและนักเรียนสามารถโต้ตอบกันได้ทันที เสมือนนั่งเรียนอยู่ในห้องเดียวกัน ระหว่างสอนหากครูยกตัวอย่างหรือทำการทดลอง ก็สามารถพานักเรียนหลุดไปอยู่อีกโลกนึง หรือ นักเรียนสามารถทำการทดลองนั้นได้ด้วยตัวเองผ่าน AR ระหว่างการเรียน เช่น ถ้าอาจารย์กำลังยกตัวอย่างถึงมหาพีระมิดแห่งกีซา ก็สามารถเปลี่ยนห้องเรียนให้กลายเป็นอียิปต์ได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปที่จริง

และจากการวิจัย พบว่าการนำระบบ Mixed Reality เข้ามาใช้งานจริงในห้องเรียน ทำให้นักเรียนจดจำสิ่งที่เรียนไปได้ถึง 80% จากเนื้อหาทั้งหมด ส่วนการนั่งฟังเล็คเชอร์นั้นจำเนื้อหาได้แค่ 20% เท่านั้น เป็นคำตอบที่ชัดเจนว่า หากอนาคตมี 5G เข้ามาจะมีประโยชน์ต่อการเรียนการสอนมากทีเดียว

4. ลดความผิดพลาดในโรงงาน เพิ่มความแม่นยำ

ปัญหาที่ผ่านมาในโรงงานอุตสาหกรรมยุค 4G คือ ไม่สามารถตรวจสอบความผิดพลาดที่เกิดขึ้นระหว่างผลิตได้ กว่าจะรู้ว่าผลิตของผิดสเปค หรือ กระบวนการผลิต error ก็ต้องรอจนกว่าของจะทำเสร็จ ทำให้บริษัทเกิดความเสียหาย  ล่าสุดมีการนำเทคโนโลยี 5G มาใช้ทดสอบกับระบบโรงงานผลิต ที่เฟื่องอ่านเจอจากเว็บไซต์ของ CNN เดิมทีการผลิตใบพัดเครื่องยนต์หนึ่งชิ้นใช้เวลาร่วม 20 ชั่วโมง หากผิดพลาดแม้นิดเดียว ต้องผลิตใหม่ตั้งแต่ต้น

แต่หลังจากนำระบบ 5G มาประยุกต์ใช้ ติดเซ็นเซอร์เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หากเกิดความผิดพลาดระหว่างการผลิต ระบบจะเตือนให้ทราบในทันทีo9แบบ Realtime โอกาสผิดพลาดจากที่มี 25% ลดเหลือเพียง 15% อนาคตคาดว่าจะมีระบบล้ำๆมาช่วยตอบโจทย์เรื่องนี้ ให้ความผิดพลาดลดลงอีกอย่างแน่นอน

5. วงการเกม

วงการ eSport เองก็ได้รับผลดีของระบบ 5G ไปเต็ม ๆ เช่นกัน เมื่อความเร็วสูงขึ้นและความหน่วงลดลงถึง 10 เท่า ก็ยิ่งทำให้ทั้งฝ่ายนักกีฬาและผู้ชมได้รับผลดีไปทั้งคู่ สำหรับผู้แข่งขันในวงการเกม แม้เสี้ยววินาทีเดียวก็มีผล หมดความกังวลอินเตอร์เน็ตหน่วง เคยมีเคสที่นักกีฬา eSport เกาหลีต้องบินไปที่สิงคโปร์เพื่อใช้เน็ตที่นั่นในการแข่งขัน เพราะอัตราความหน่วงในสิงคโปร์มีน้อย ทำให้เพิ่มโอกาสในการชนะ ฝ่ายผู้ชมเองหากมีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงอย่าง 5G มาใช้ คงเพิ่มอรรถรสในการรับชมมากขึ้น ทั้งภาพที่ความละเอียดสมจริงไม่กระตุก และอนาคตไม่แน่อาจมีการใส่ลูกเล่นให้คนที่รับชมได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแข่งขันได้ด้วย ในอนาคต

สาวกที่ชอบเกมภาพสวย ภาพลื่น จากเดิมต้องใช้สเปค PC หรือ Notebook รุ่นท็อปเท่านั้น งานนี้ถ้าได้ 5G มาช่วยมีเฮแน่ เพราะเราจะสามารถใช้งาน “Google Stadia” ได้จริงๆแล้ว ไม่จำเป็นต้องโหลดเกมลงเครื่อง เกมหนักแค่ไหนก็เครื่องสเปคเบาก็เล่นได้ เพราะตัว Data เกมจะถูกเก็บอยู่บน Sever ของ Google เอง ขอแค่มีเน็ตแรงก็เล่นได้ไม่มีปัญหา

รวมถึงอุตสาหกรรม VR อาจฟื้นฟูและกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ปัจจุบันวงการเกม VR อาจไม่ได้รับการสนใจมากนัก ด้วยข้อบกพร่องหลากหลายอย่างที่ผู้ใช้รู้สึกไม่ตอบโจทย์ ทั้งความไม่สมจริงของภาพที่แสดง หรืออาการเมา VR (VR Motion Sickness) เกิดจากหลายปัจจัย หลักๆมาจากอินเตอร์เน็ตที่เร็วไม่พอ อนาคตหากมี 5G ก็สามารถยกระดับตรงนี้ได้ ทั้งภาพที่สมจริงอาจจะไปไกลถึง 8K บริการสตรีมเกมให้เล่นโดยให้ Server ของผู้ให้บริการเป็นฝ่ายประมวลผลแล้วส่งภาพมาที่อุปกรณ์ที่ติดตั้งแอปฯ เอาไว้ แล้วเราใช้เพียงคอนโทรลเลอร์ควบคุมการเล่นก็เพียงพอแล้วก็จะได้รับความนิยมมากขึ้น โดย Google เองก็เริ่มให้บริการนี้แล้วในชื่ “Google Stadia” นั่นเอง

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่จะเกิดขึ้นเท่านั้น อีกไม่นานเกินรอค่ะ ข่าวแว่วว่า 2020 จะเป็นยุคที่ 5G ได้เริ่มใช้งานกัน การเปลี่ยนแปลงอีกก้าวของเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยกว่าเดิม เพิ่มประสิทธิภาพใช้งานจริงได้ในชีวิตประจำวัน ทุกอย่างจะเกิดขึ้นในใกล้ ๆ นี้ ใครไม่อยากพลาดเรื่องราวไอทีที่จะทำให้ชีวิตเพื่อน ๆ ดีขึ้นและสะดวกสบายกว่าเดิม ฝากติดตามชาแนลต่างๆของเราด้วยนะคะ 🙂 แล้วพบกันบทความหน้าค่า

สนับสนุนความรู้เทคโนโลยีดีๆโดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)

แสดงความเห็น